ฝีดาษวานร (Mpox) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่มีความสำคัญทางสาธารณสุข แม้จะพบได้ไม่บ่อยเท่าโรคติดเชื้อชนิดอื่น แต่ด้วยความสามารถในการแพร่กระจายและอาการที่อาจรุนแรงได้ ทำให้เป็นโรคที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาด
สารบัญ
ประวัติและความเป็นมา
ฝีดาษวานรถูกค้นพบครั้งแรกในปี 1958 ในกลุ่มลิงที่ใช้ในการวิจัยที่สถาบันวิจัยแห่งหนึ่งในเดนมาร์ก นี่เป็นที่มาของชื่อโรค แม้ว่าลิงจะไม่ใช่พาหะหลักของโรคนี้ในธรรมชาติ
การระบาดในมนุษย์
- ครั้งแรกที่พบในมนุษย์คือปี 1970 ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก
- ในช่วงแรก การระบาดจำกัดอยู่ในทวีปแอฟริกา โดยเฉพาะในประเทศแถบแอฟริกากลางและตะวันตก
- ในปี 2003 เกิดการระบาดครั้งแรกนอกแอฟริกาในสหรัฐอเมริกา โดยมีสาเหตุมาจากสัตว์ฟันแทะที่นำเข้าจากกานา
- ในปี 2022 เกิดการระบาดครั้งใหญ่ทั่วโลก ทำให้มีการตื่นตัวในวงกว้างเกี่ยวกับโรคนี้
สาเหตุและการแพร่กระจาย
ฝีดาษวานรเกิดจากไวรัสในตระกูล Orthopoxvirus ซึ่งเป็นตระกูลเดียวกับไวรัสที่ก่อโรคฝีดาษในมนุษย์ (Smallpox) แต่มีความรุนแรงน้อยกว่า ไวรัสฝีดาษวานรมีสองสายพันธุ์หลัก
- สายพันธุ์ Clade1 – มีความรุนแรงมากกว่า อัตราการเสียชีวิตอาจสูงถึง 10%
- สายพันธุ์ Clade2 – มีความรุนแรงน้อยกว่า อัตราการเสียชีวิตประมาณ 1%
แม้ว่าชื่อของโรคจะมีคำว่า “วานร” แต่สัตว์ฟันแทะขนาดเล็กในแอฟริกาเป็นพาหะหลักของโรคนี้ในธรรมชาติ สัตว์ที่อาจเป็นพาหะ ได้แก่
- กระรอก
- หนูชนิดต่างๆ
- สัตว์ฟันแทะอื่นๆ
การแพร่กระจายสู่มนุษย์
- การสัมผัสโดยตรงกับสารคัดหลั่ง เลือด หรือแผลของสัตว์ที่ติดเชื้อ
- การบริโภคเนื้อสัตว์ที่ติดเชื้อที่ปรุงไม่สุก
- การสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ โดยเฉพาะการสัมผัสกับผื่น แผล หรือของเหลวจากร่างกาย
- การสัมผัสกับวัตถุที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น เสื้อผ้า ผ้าปูที่นอน
- การได้รับละอองฝอยจากระบบทางเดินหายใจของผู้ติดเชื้อ (ต้องใกล้ชิดเป็นเวลานาน)
- การติดเชื้อจากแม่สู่ทารกผ่านรก
ระยะฟักตัวและอาการของโรคฝีดาษวานร
โดยทั่วไปแล้วระยะฟักตัวของโรคฝีดาษวานรจะอยู่ระหว่าง 6 – 13 วัน อย่างไรก็ตาม อาจสั้นถึง 5 วันหรือยาวถึง 21 วัน
ระยะเริ่มแรก (1-5 วัน)
- มีไข้สูงเฉียบพลัน (มากกว่า 38.5°C)
- ปวดศีรษะอย่างรุนแรง
- ปวดกล้ามเนื้อและหลัง
- อ่อนเพลียมาก
- ต่อมน้ำเหลืองโต
- อาจมีอาการเจ็บคอ ไอ และคัดจมูก
ระยะผื่น (1-3 วันหลังมีไข้)
- ผื่นเริ่มปรากฏ มักเริ่มที่ใบหน้าก่อนแล้วกระจายไปยังส่วนอื่นของร่างกาย
- บริเวณที่พบผื่นบ่อย: ใบหน้า ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ช่องปาก อวัยวะเพศ และลำตัว
- ผื่นจะพัฒนาผ่านหลายระยะ
- จุดแดง (macules)
- ตุ่มนูน (papules)
- ตุ่มน้ำใส (vesicles)
- ตุ่มหนอง (pustules)
- ตกสะเก็ด (crusts)
- ในบางกรณี อาจพบผื่นในช่องปากหรือบริเวณอวัยวะเพศ ซึ่งอาจทำให้เกิดความเจ็บปวดมาก
ระยะการหายของโรค
- โดยทั่วไปใช้เวลา 2-4 สัปดาห์
- ผื่นจะแห้งและกลายเป็นสะเก็ดแล้วหลุดลอกไป
- อาจทิ้งรอยแผลเป็นไว้ โดยเฉพาะในกรณีที่มีการติดเชื้อแทรกซ้อน
การวินิจฉัย ฝีดาษวานร

การซักประวัติและตรวจร่างกาย
- ประวัติการสัมผัสกับผู้ป่วยหรือสัตว์ที่สงสัยว่าติดเชื้อ
- ประวัติการเดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการระบาด
- ตรวจดูลักษณะและการกระจายของผื่น
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
- การตรวจ PCR จากตัวอย่างผื่นหรือแผล
- การเพาะเชื้อไวรัส (ทำในห้องปฏิบัติการพิเศษเท่านั้น)
- การตรวจหาแอนติบอดีต่อไวรัส (ใช้ในการศึกษาทางระบาดวิทยามากกว่าการวินิจฉัย)
การวินิจฉัยแยกโรคที่มีอาการคล้ายกัน เช่น
- อีสุกอีใส (Chickenpox)
- โรคมือ เท้า ปาก (Hand, foot and mouth disease)
- โรคเริม (Herpes simplex)
- โรคภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis)
- โรคซิฟิลิส (Syphilis)
การรักษาโรคฝีดาษวานร
- ส่วนใหญ่อาการจะหายได้เองภายใน 2-4 สัปดาห์
- ให้ยาลดไข้และบรรเทาปวด
- ดูแลให้ได้รับสารน้ำและอาหารที่เพียงพอ
- รักษาความสะอาดของผิวหนังเพื่อป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อน
- ในกรณีที่รุนแรง อาจมีการใช้ยาต้านไวรัสเฉพาะ เช่น Tecovirimat, Brincidofovir, หรือ Cidofovir
- การให้ Vaccinia Immune Globulin (VIG) อาจพิจารณาในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง
การป้องกันฝีดาษวานร

- หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการคล้ายฝีดาษวานร
- ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำ หรือใช้เจลแอลกอฮอล์
- สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่สาธารณะ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการระบาด
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสัตว์ที่อาจเป็นพาหะ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่พบการระบาด
- ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้า
- ฉีดวัคซีนป้องกันฝีดาษวานร
อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับฝีดาษวานรได้ที่ : https://lovefoundation.or.th/mpox/
การรู้เท่าทันและเข้าใจเกี่ยวกับฝีดาษวานร เป็นสิ่งสำคัญในการควบคุมการแพร่ระบาด การสังเกตอาการ การปฏิบัติตามมาตรการป้องกัน และการรับการรักษาอย่างทันท่วงที จะช่วยลดผลกระทบของโรคนี้ต่อสุขภาพสาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพ