โรคเริม (Herpes) เป็นโรคติดต่อทางผิวหนังชนิดหนึ่ง สามารถพบได้ในทุกเพศทุกวัย โดยมักพบผู้ป่วยวัยหนุ่มสาว และวัยผู้ใหญ่ ผู้ป่วยโรคเริมส่วนใหญ่มักจะไม่แสดงอาการของโรค หากเป็นแล้วสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้อีก เพราะเมื่อเป็นแล้วไม่มีทางรักษาให้หายขาด
สารบัญ
สาเหตุของโรคเริม
โรคเริมเกิดจากเชื้อไวรัสเฮอร์ปีซิมเพล็กซ์ (Herpes simplex virus) หรือ HSV ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ชนิด ดังนี้
- HSV-1 : มักทำให้เกิดเริมที่บริเวณริมฝีปาก
- HSV-2 : มักทำให้เกิดเริมที่บริเวณอวัยวะเพศ
อาการของ โรคเริม

อาการของโรค จะขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ติดเชื้อ อายุ ภูมิคุ้มกันของผู้ป่วย และชนิดของเชื้อไวรัสเริม จะเริ่มจากพบตุ่มพองใสๆ เล็กๆ บริเวณที่รับเชื้อ จากนั้น ตุ่มใสจะเริ่มพอง และปวดแสบปวดร้อน เมื่อผ่านไป 1 – 2 วัน ตุ่มใสจะมีน้ำอยู่ข้างในและเริ่มแตกออก หากมีการติดเชื้อก็จะเกิดการอักเสบลุกลาม และเกิดแผลขนาดใหญ่ ทำให้รักษาหายยากขึ้น
อาการร่วมนอกจากการมีตุ่มใส คือ อาการอ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามร่างกาย เนื่องจากเป็นปฏิกิริยาการก่อโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส อาการจึงคล้ายโรคหวัด แต่ไม่มีอาการคัดจมูกน้ำมูกไหลเหมือนหวัด แต่สำหรับผู้ป่วยที่เป็นครั้งแรกจะรู้สึกอาการรุนแรงและใช้เวลานานกว่าจะหายประมาณ 1 – 2 สัปดาห์ ส่วนผู้ที่เคยเป็นแล้วกลับมาเป็นใหม่ระยะเวลาการหายจะเร็วขึ้น เนื่องจากมีภูมิคุ้มกันแล้ว
เป็นโรคเริมมีเพศสัมพันธ์ได้ไหม?
การมีเพศสัมพันธ์ในช่วงที่เป็นโรคเริม จะมีความเสี่ยงในการติดโรคสูงมาก แม้ว่าจะมีการสวมถุงยางอนามัย แต่ก็สามารถป้องกันการติดเชื้อได้เพียงบางส่วน เนื่องจากถุงยางอนามัยไม่ได้ครอบคลุมทุกส่วนของอวัยวะเพศ จึงทำให้ยังมีความเสี่ยงที่แพร่เชื้อเริมให้แก่กันได้ ดังนั้น จึงควรงดมีเพศสัมพันธ์จนกว่าอาการของโรคเริมจะหายดี
การวินิจฉัย โรคเริม

- แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคเริมได้จากประวัติอาการ การตรวจร่างกาย และจากลักษณะตุ่มน้ำ
- ในบางรายซึ่งมีอาการไม่ชัดเจน แพทย์อาจตรวจหาเชื้อด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น การขูดแผลนำเนื้อเยื่อไปย้อมสี การตรวจหาสารก่อภูมิต้านทาน (แอนติเจน) หรือดีเอ็นเอของเชื้อเริมจากแผล หรือสิ่งคัดหลั่ง
- มักตรวจพบตุ่มน้ำใสขนาด 2 – 3 มิลลิเมตร หลายตุ่มอยู่กันเป็นกลุ่ม ๆ หรือพบตุ่มตกสะเก็ดหรือแผลเล็ก ๆ คล้ายรอยถลอกในบริเวณผิวหนังส่วนใดส่วนหนึ่ง ริมฝีปาก หรือที่อวัยวะเพศ และอาจตรวจพบต่อมน้ำเหลืองโตในบริเวณใกล้เคียง ผู้ป่วยบางรายอาจมีไข้ร่วมด้วย
สาเหตุของการเป็นเริมบ่อย
- ภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอ เมื่อภูมิคุ้มกันต่ำ เชื้อไวรัสเริมที่แฝงอยู่จะกลับมาแสดงอาการ
- ความเครียด ส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ร่างกายอ่อนแอ
- การพักผ่อนไม่เพียงพอ ส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน
- การได้รับแสงแดดจัด จะกระตุ้นให้เกิดอาการเริม
การรักษาโรคเริม
โรคเริมยังไม่มีทางรักษาให้หายขาด การรักษาจะเป็นการช่วยบรรเทาอาการ และลดความถี่ของการเกิดโรคได้ ด้วยการทานยาต้านไวรัส เช่น อะไซคลอเวียร์ (acyclovir) วาลาไซคลอเวียร์ ( valacyclovir ) และแฟมซิคโลเวียร์( famciclovir ) โดยการทำงานของยา จะทำงานโดยยับยั้งการทำงานของไวรัส และลดความรุนแรง และระยะเวลาของการเกิดโรค นอกจากนี้ การทาครีมบริเวณที่ติดเชื้อ จะช่วยบรรเทาอาการ และลดความรุนแรงของอาการได้เช่นกัน
การป้องกัน โรคเริม

วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันโรคเริม คือ หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ที่เป็นโรค หรือหากคุณมีอาการของโรคเริม สิ่งสำคัญคือต้องไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัย และการรักษาที่เหมาะสม
วิธีต่อไปนี้คือเคล็ดลับในการป้องกันโรคเริม
- ล้างมือบ่อยๆ โดยเฉพาะหลังสัมผัสแผลเริม
- ไม่ใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกัน เช่น ผ้าขนหนูหรือช้อนส้อม กับคนที่เป็นเริม
- สวมถุงยางอนามัย ระหว่างมีเพศสัมพันธ์ทุกครั้ง
- หลีกเลี่ยงการสัมผัส กับดวงตา จมูก และปากของคุณหากคุณมีแผลเริม
- รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียง หลีกเลี่ยงความเครียด
อ่านบทความอื่นๆเพิ่มเติม
ถึงแม้ว่าในปัจจุบัน ยังไม่มีทางรักษาสำหรับโรคเริมให้หายขาดได้ แต่สามารถจัดการได้ด้วยยาต้านไวรัส และการรักษาอื่นๆร่วมด้วย บางคนอาจมีอาการเล็กน้อยสามารถหายเองได้ แต่หากมีอาการรุนแรงหรือกลับมาเป็นซ้ำบ่อย ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม