กินเพร็พแล้วเชื้อจะดื้อยาไหม แนวทางเพร็พของไทยปี 2568 ตอบว่า การใช้เพร็พในคนที่ผลเลือดเอชไอวีเป็นลบไม่ได้ก่อให้เกิดเชื้อดื้อยา ยกเว้นการใช้เพร็พในคนที่มีเอชไอวีอยู่ในร่างกายแล้ว ซึ่งทำให้เกิดเชื้อดื้อยาได้ ถ้ากำลังใช้เพร็พและกังวลเรื่องนี้ อย่าหยุดยาเอง ให้คุยกับแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ก่อน
กินเพร็พแล้วเชื้อจะดื้อยาไหม แนวทางไทยเขียนไว้อย่างไร
เพร็พ (PrEP) คือยาต้านไวรัสที่คนยังไม่มีเชื้อเอชไอวีใช้ป้องกันก่อนสัมผัสเชื้อ คำตอบข้างต้นมาจากคำถามพบบ่อยในแนวทางการจัดบริการยาป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อเอชไอวีประเทศไทย ปี 2568 ของกรมควบคุมโรค
องค์การอนามัยโลก (WHO) อธิบายว่าเชื้อเอชไอวีดื้อยาเกิดจากการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างพันธุกรรมของไวรัส ซึ่งกระทบความสามารถของยาในการยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัส
กรณีไหนที่การใช้เพร็พทำให้เกิดเชื้อดื้อยาได้
กรณีหนึ่งที่แนวทางไทยพูดถึงคือช่วงที่เพิ่งรับเชื้อมาไม่นาน แนวทางเรียกว่าเอชไอวีระยะเฉียบพลัน ร่างกายยังไม่ได้สร้างภูมิต้านทาน (แอนติบอดี) ต่อเชื้อ เมื่อตรวจหาแอนติบอดีจะได้ผลลบหรือผลที่สรุปไม่ได้ แนวทางเขียนว่าไม่ควรเริ่มเพร็พในคนที่สงสัยว่าอยู่ในระยะนี้ เนื่องจากเป็นระยะที่มักมีปริมาณไวรัสสูง การเริ่มเพร็พในระยะนี้มีโอกาสเกิดเชื้อดื้อยาได้ อ่านต่อได้ที่ เอชไอวีระยะเฉียบพลันคืออะไร ตรวจเจอได้ตั้งแต่เมื่อไร
อีกกรณีหนึ่งคือเริ่มเพร็พทั้งที่รับเชื้อเข้าร่างกายแล้ว แต่ผลตรวจยังไม่เปลี่ยนจากลบเป็นบวก แนวทางสรุปงานวิจัยในคนที่เริ่มเพร็พชนิดกินสูตรเทโนโฟเวียร์กับเอ็มทริซิตาบีนในช่วงนี้ว่า อาจเกิดการกลายพันธุ์ที่บ่งชี้ว่าเชื้อดื้อต่อยาเอ็มทริซิตาบีนและลามิวูดีน แต่ไม่พบการกลายพันธุ์สำคัญที่ทำให้ดื้อต่อยาเทโนโฟเวียร์ร่วมด้วย
รายงานเรื่องเชื้อดื้อยาของ WHO ปี ค.ศ. 2024 เขียนถึงกรณีอื่นด้วย เช่น ใช้เพร็พต่อไปหลังได้รับเชื้อแล้ว
แนวทางระบุว่าโอกาสพบผู้รับบริการที่มีเอชไอวีอยู่แล้วแต่ยังตรวจไม่พบมีน้อย และผู้รับบริการอาจงดเว้นความเสี่ยงไม่ได้เสมอไป แนวทางจึงถือว่าการจ่ายเพร็พโดยไม่รอให้พ้นช่วงที่ยังตรวจไม่พบ มีผลดีมากกว่าผลเสีย โดยเน้นความสำคัญของการตรวจเอชไอวีในเดือนที่ 1
ข้อยกเว้นคือคนที่เพิ่งมีความเสี่ยงมาไม่เกิน 72 ชั่วโมง แนวทางให้พิจารณารับยาป้องกันหลังสัมผัสเชื้อ หรือเป๊ป (PEP) ก่อน ถ้าเข้ากรณีนี้ ให้ไปขอประเมินเป๊ปโดยเร็วที่สุด อย่างช้าไม่เกิน 72 ชั่วโมง ถ้าเลยแล้วก็ยังควรไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่
งานวิจัยพบเชื้อดื้อยาในคนที่ใช้เพร็พบ่อยแค่ไหน
ตัวเลขในหัวข้อนี้นับเฉพาะคนที่ได้รับเชื้อเอชไอวี ไม่ใช่คนที่ใช้เพร็พทั้งหมด
งานทบทวนในวารสาร AIDS ปี ค.ศ. 2016 รวมงานวิจัยเพร็พชนิดกินที่มียาเทโนโฟเวียร์ 18 ชิ้น โดยค้นงานที่เผยแพร่ถึงเดือนเมษายน ค.ศ. 2015 ในจำนวนนี้มีการทดลอง 6 ชิ้นที่ตรวจและรายงานเรื่องเชื้อดื้อยา ผลมีดังนี้
- คนที่มีเชื้อระยะเฉียบพลันอยู่แล้วตอนเข้าร่วม 44 คน พบเชื้อที่ดื้อต่อยาในเพร็พ 8 คน (ได้ยาจริง 6 คน ยาหลอก 2 คน)
- คนที่ผลเลือดเปลี่ยนเป็นบวกหลังเข้าร่วม 533 คน นับรวมฝั่งยาจริงและยาหลอก พบเชื้อดื้อยา 6 คน (ยาจริง 5 คน ยาหลอก 1 คน)
ผู้วิจัยสรุปว่าพบเชื้อดื้อยามากกว่าในคนที่เริ่มเพร็พขณะมีเชื้อระยะเฉียบพลัน ส่วนการได้เชื้อดื้อยาระหว่างใช้เพร็พเกิดน้อย และเขียนว่าต้องชั่งความเสี่ยงนี้กับประโยชน์โดยรวมของเพร็พ
หน้าข้อเท็จจริงของ WHO ฉบับ 27 กรกฎาคม ค.ศ. 2026 เขียนว่าการได้รับเชื้อในคนที่ใช้เพร็พเกิดไม่บ่อย แต่ในคนที่ได้รับเชื้อทั้งที่ใช้เพร็พ การเกิดเชื้อดื้อยาพบได้บ่อย
รายงานของ WHO ปี ค.ศ. 2024 ที่หน้านี้อ้าง รวมงานที่ตีพิมพ์ช่วงปี ค.ศ. 2020 ถึง 2023 กับข้อมูลติดตามของหลายประเทศ ได้กรณีผลเลือดเปลี่ยนในคนที่ใช้หรือเคยใช้เพร็พชนิดกิน ในสถานบริการ 470 ราย มีผลตรวจการดื้อยา 310 ราย ในจำนวน 310 รายนี้ ร้อยละ 20 มีการกลายพันธุ์ที่ทำให้ดื้อต่อยาในเพร็พ รายงานเขียนว่าไม่มีข้อมูลว่าในจำนวนนี้มีใครเริ่มเพร็พขณะมีเชื้อที่ยังตรวจไม่พบ
ถ้าตรวจพบเชื้อระหว่างใช้เพร็พ แนวทางให้ทำอะไรต่อ
แนวทางไทยปี 2568 เขียนว่า ถ้าผลเลือดเปลี่ยนจากลบเป็นบวกระหว่างใช้เพร็พ ให้ตรวจยืนยันการวินิจฉัย และเริ่มยาต้านไวรัสโดยเร็ว ภายในวันเดียวกับที่ทราบผลยืนยัน ระหว่างรอผลยืนยัน แนวทางให้ใช้เพร็พต่อไปจนกว่าจะทราบผล เรื่องยาในช่วงนี้ให้ทำตามที่แพทย์หรือเจ้าหน้าที่บอก
ถ้าผลเลือดเปลี่ยนขณะใช้เพร็พชนิดกิน แนวทางเขียนว่าเริ่มยาต้านไวรัสสูตรแรกที่แนะนำได้ ถ้าเปลี่ยนขณะใช้เพร็พชนิดฉีดเข้ากล้ามเนื้อ แนวทางให้ระวังว่ามีโอกาสเกิดเชื้อที่ดื้อต่อตัวยาที่ฉีด ซึ่งดื้อข้ามไปถึงยาสูตรแรกที่แนะนำได้ และให้พิจารณาตรวจหาการดื้อยา แพทย์เป็นผู้เลือกสูตรยา
WHO เขียนว่าเชื้อดื้อยาลดทางเลือกของยารักษาได้ เพราะยาที่ใช้เป็นเพร็พกับยาที่ใช้รักษามีลักษณะการดื้อยาทับซ้อนกัน
ระหว่างใช้เพร็พ ต้องตรวจเอชไอวีเมื่อไรบ้าง
แนวทางไทยปี 2568 กำหนดการตรวจเอชไอวีไว้ตามชนิดของเพร็พ เช่น
- เพร็พชนิดกิน ตรวจตอนแรกเข้า ตรวจอีกครั้งในเดือนที่ 1 แล้วตรวจทุก 3 เดือน
- เพร็พชนิดฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ตรวจตอนแรกเข้า ตรวจอีกครั้งในเดือนที่ 1 แล้วตรวจทุก 2 เดือน
- แนะนำให้ตรวจเอชไอวีก่อนหยุดใช้เพร็พ
ถ้ารับเพร็พชนิดกินแล้วมาตรวจตามนัดไม่ได้ แนวทางเขียนว่าผู้ให้บริการเสนอวิธีอื่นช่วยติดตามได้ เช่น บริการทางไกล อ่านต่อได้ที่ On PrEP อย่างมั่นใจ ดูแลตัวเองและติดตามอย่างไร
ก่อนรับยา สิ่งที่ควรเล่าให้เจ้าหน้าที่ฟังคือ ความเสี่ยงครั้งล่าสุดเกิดเมื่อไร และช่วงที่ผ่านมามีอาการ เช่น ไข้ อ่อนเพลีย หรือเจ็บคอหรือไม่ ข้อมูลนี้ไม่ได้มีไว้ให้ตัดสินเองว่ามีเชื้อหรือไม่
ภาพรวมของเพร็พอ่านต่อได้ที่หน้า PrEP: วางแผนป้องกัน HIV ก่อนมีโอกาสสัมผัสเชื้อ ของมูลนิธิเพื่อรัก (Love Foundation)
คำถามที่พบบ่อย
กินเพร็พมาหลายปี ร่างกายจะดื้อยาเองไหม
แนวทางไทยปี 2568 เขียนว่าการใช้เพร็พในคนที่ผลเลือดเป็นลบไม่ได้ก่อให้เกิดเชื้อดื้อยา ยกเว้นการใช้ในคนที่มีเอชไอวีอยู่ในร่างกาย คำตอบนี้ไม่ได้แยกตามจำนวนปีที่ใช้ ถ้ากังวล อย่าหยุดเพร็พเอง ให้คุยกับแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ก่อน
เพิ่งมีความเสี่ยงเมื่อสองวันก่อน เริ่มเพร็พวันนี้เลยได้ไหม
แนวทางไทยให้พิจารณารับเป๊ปก่อนเมื่อความเสี่ยงไม่เกิน 72 ชั่วโมง ให้ไปขอประเมินโดยเร็วที่สุด ภายใน 72 ชั่วโมง ถ้าเลยแล้วก็ยังควรไปพบแพทย์ เป๊ปกินให้ครบ 28 วัน เมื่อตรวจเอชไอวีได้ผลลบจึงรับเพร็พต่อได้
ใช้ชุดตรวจด้วยตนเองตรวจระหว่างกินเพร็พได้ไหม
แนวทางไทยเขียนว่าคนที่รับเพร็พชนิดกินตรวจเอชไอวีด้วยชุดตรวจด้วยตนเองได้ ถ้าได้ผลบวก ต้องตรวจยืนยันในห้องปฏิบัติการเสมอ ส่วนเพร็พชนิดฉีด แนวทางยังไม่แนะนำให้ใช้ชุดตรวจด้วยตนเองจนกว่าจะมีหลักฐานเพิ่ม
ผลตรวจระหว่างใช้เพร็พออกมาว่าสรุปไม่ได้ ต้องทำอย่างไร
แนวทางไทยให้ตรวจเพิ่มเพื่อสรุปผล ทันทีหรือใน 2 ถึง 4 สัปดาห์ถัดไป ตามชนิดของเพร็พ และเขียนว่าคนที่กำลังใช้เพร็พให้ใช้ต่อไปจนกว่าจะสรุปผลได้ ให้ทำตามที่หน่วยบริการนัด
หยุดเพร็พชนิดฉีดเข้ากล้ามเนื้อแล้ว ยังต้องระวังเรื่องเชื้อดื้อยาไหม
แนวทางไทยเขียนว่าหลังฉีดเพร็พชนิดนี้เข็มสุดท้าย ยาคงอยู่ในระดับต่ำได้ถึง 1 ปี ช่วงนี้มีโอกาสรับเอชไอวีได้ ถ้ามีความเสี่ยง ควรใช้วิธีป้องกันอื่นตามความเหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเชื้อดื้อยา
สรุป
- แนวทางเพร็พของไทยปี 2568 เขียนว่าการใช้เพร็พในคนที่ผลเลือดเป็นลบไม่ได้ก่อให้เกิดเชื้อดื้อยา ข้อยกเว้นคือการใช้ในคนที่มีเชื้ออยู่ในร่างกาย
- งานทบทวนการทดลองเพร็พชนิดกิน ปี ค.ศ. 2016 สรุปว่าพบเชื้อดื้อยามากกว่าในคนที่เริ่มเพร็พขณะมีเชื้อระยะเฉียบพลัน ส่วนการได้เชื้อดื้อยาระหว่างใช้เพร็พเกิดน้อย
- รายงานของ WHO ปี ค.ศ. 2024 พบการกลายพันธุ์ที่ทำให้ดื้อต่อยาในเพร็พร้อยละ 20 ของ 310 รายที่มีผลตรวจ ในคนที่ใช้หรือเคยใช้เพร็พชนิดกินแล้วผลเลือดเปลี่ยน จากสถานบริการ
- แนวทางไทยให้ตรวจเอชไอวีตอนแรกเข้า ในเดือนที่ 1 และตรวจต่อตามรอบของเพร็พแต่ละชนิด
- ถ้าความเสี่ยงครั้งล่าสุดไม่เกิน 72 ชั่วโมง ให้ไปขอประเมินเป๊ปโดยเร็วที่สุด ถ้าเลยแล้วก็ยังควรไปพบแพทย์
- ถ้ากังวลเรื่องเชื้อดื้อยา อย่าหยุดเพร็พเอง ให้คุยกับแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ก่อน
หมายเหตุ บทความนี้ให้ข้อมูลความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัย และไม่ใช่คำแนะนำการใช้ยาเฉพาะบุคคล เรื่องยาและการรักษาเป็นการตัดสินใจร่วมกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลคุณ ไม่ควรซื้อ เริ่ม หยุด หรือปรับยาด้วยตัวเอง หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพของตัวเอง ปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือคลินิกใกล้บ้านได้เสมอ



