ถ้าคลินิกเสนอเพร็พสองแบบชนิดเม็ดให้เลือก สิ่งที่ควรถามคือ ผลตรวจและยาที่คุณใช้อยู่มีข้อไหนที่ทำให้ต้องใช้แบบใดแบบหนึ่ง ต้องตรวจและติดตามอะไร และใช้สิทธิอะไรได้ แนวทางการจัดบริการเพร็พ (PrEP) ของไทย ปี 2568 เขียนว่าโดยทั่วไปสองแบบนี้ใช้ทดแทนกันได้ มีเพียงบางกรณีที่จำเป็นต้องเลือกแบบใดแบบหนึ่ง ก่อนเริ่มต้องตรวจเอชไอวี และการจ่ายยาอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
หน้านี้ไม่บอกว่าแบบไหนดีกว่าหรือใครควรใช้แบบไหน เล่าเท่าที่แนวทางเขียนว่าสองแบบต่างกันและเหมือนกันเรื่องใด อ่านเรื่องเพร็พต่อได้ที่PrEP: วางแผนป้องกัน HIV ก่อนมีโอกาสสัมผัสเชื้อ
เพร็พสองแบบที่คลินิกเสนอ คืออะไร
แนวทางปี 2568 เขียนว่าเพร็พชนิดเม็ดที่ใช้กันแพร่หลายในไทยมีสองสูตร ทั้งคู่รวมยาสองตัวไว้ในเม็ดเดียว ตัวหนึ่งเหมือนกัน อีกตัวเป็นยาทีโนโฟเวียร์คนละชนิด แนวทางเรียกด้วยชื่อย่อว่า TDF/FTC และ TAF/FTC และจัดเป็นยากลุ่มเดียวกัน
แนวทางเขียนว่าสองสูตรนี้ใช้ทดแทนกันได้หากไม่มีข้อห้าม หน้านี้พูดถึงเฉพาะสองแบบที่เป็นยาเม็ด
การเลือกระหว่างสองแบบนี้คือเรื่องตัวยา ส่วนเรื่องวิธีกิน อ่านต่อได้ที่ PrEP ต้องกินทุกวันไหม เลือกแบบใดให้เหมาะ
สองแบบนี้ต่างกันตรงไหน ตามที่แนวทางเขียน
แนวทางยกตัวอย่างกรณีที่จำเป็นต้องเลือกไว้ โดยขึ้นต้นรายการด้วยคำว่า เช่น คือไม่ใช่รายการที่ครบทุกกรณี
- ค่าการทำงานของไต แนวทางกำหนดเกณฑ์ค่าการทำงานของไตของสองแบบไว้ไม่เท่ากัน ค่านี้รู้ได้จากการตรวจเลือด ใครต้องตรวจเมื่อไร แนวทางมีเกณฑ์ตามอายุและปัจจัยเสี่ยง
- มวลกระดูก แนวทางเขียนไว้กับแบบหนึ่งว่าในระยะยาวมวลกระดูกอาจบางลง แต่ไม่มีความสำคัญทางคลินิก และกลับสภาวะเดิมได้หลังหยุดยา และยกภาวะกระดูกพรุนเป็นตัวอย่างหนึ่งของกรณีที่ต้องเลือกแบบ
- ยาอื่นที่คุณใช้อยู่ แนวทางจัดยาวัณโรคและยากันชักบางตัวเป็นยาที่ห้ามใช้ร่วมกับแบบหนึ่ง ส่วนอีกแบบให้ระมัดระวังผลต่อไตเมื่อใช้ร่วมกับยาแก้อักเสบกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ในขนาดสูงหรือต่อเนื่องยาวนาน เรื่องยาที่ใช้ร่วมกันให้ถามแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง
- อายุ แนวทางมีข้อพิจารณาสำหรับวัยรุ่นและผู้ใหญ่ตอนต้น และกำกับในข้อนี้ว่าถ้าไม่มีแบบที่แนะนำให้บริการ ก็ใช้อีกแบบได้
ทุกข้อเป็นเรื่องที่แพทย์ดูจากผลตรวจและประวัติของแต่ละคน ไม่ใช่รายการให้เลือกยาเอง
คำถามที่ถามคลินิกได้ และถามใคร
ตารางนี้เป็นข้อเสนอของผู้เขียน แนวทางปี 2568 เขียนว่าแพทย์เป็นผู้สั่งจ่าย เภสัชกรจ่ายยาและให้คำปรึกษาการใช้ยา แต่ละแห่งอาจแบ่งงานต่างกัน ถามคนแรกที่พบได้ว่าควรถามใคร
| เรื่องที่คุณสงสัย | ถามใคร | ถามว่าอะไร |
|---|---|---|
| ฉันใช้ได้ทั้งสองแบบไหม | แพทย์ผู้สั่งจ่าย | จากผลตรวจและยาที่ฉันใช้อยู่ มีข้อไหนที่ทำให้ต้องใช้แบบใดแบบหนึ่ง |
| ต้องตรวจและติดตามอะไร | คลินิกที่คุณจะไปรับยา | ก่อนเริ่มต้องตรวจอะไร รอผลกี่วัน และต้องกลับมาตรวจบ่อยแค่ไหน |
| ยาที่ฉันใช้อยู่ใช้ร่วมกันได้ไหม | แพทย์หรือเภสัชกร | ของที่ฉันใช้อยู่ทั้งหมดนี้ ใช้ร่วมกับแบบที่จะให้ฉันได้ไหม |
| ที่นี่มีทั้งสองแบบไหม | เจ้าหน้าที่ของคลินิก | ถ้ามีแบบเดียว ฉันใช้ได้หรือเปล่า |
| ค่าใช้จ่าย | เจ้าหน้าที่ที่ดูเรื่องสิทธิการรักษา | ฉันใช้สิทธิอะไรได้ และต้องจ่ายเองส่วนไหนไหม |
สิ่งที่ต้องบอกเจ้าหน้าที่ว่าคุณใช้อยู่
ถ่ายรูปฉลากทุกอย่างที่คุณใช้อยู่ไปให้ดูได้ ไม่ต้องจำชื่อยา รายการนี้เป็นข้อเสนอของผู้เขียน
- ยาประจำที่โรงพยาบาลอื่นจ่ายให้ รวมยาเบาหวานและยาความดัน
- ยารักษาวัณโรคหรือยากันชัก ทั้งที่ใช้อยู่และที่เพิ่งหยุดไป
- ยาแก้ปวดแก้อักเสบที่กินบ่อย หรือกินต่อเนื่องเป็นเวลานาน
- วิตามิน อาหารเสริม ยาสมุนไพร และยาชุดจากร้าน
- ฮอร์โมนข้ามเพศ หรือยาคุมกำเนิด ซึ่งแนวทางเขียนว่าฮอร์โมนเพศไม่มีอันตรกิริยาที่สำคัญกับเพร็พชนิดเม็ดทั้งสองแบบ
- โรคไต ภาวะกระดูกพรุน หรือไวรัสตับอักเสบบี
สัญญาณที่ควรกลับไปหาคลินิก ไม่ต้องรอวันนัด
อาการใดที่รุนแรงหรือทำให้กินยาต่อไม่ได้ ผู้เขียนแนะนำให้กลับไปหาคลินิกโดยไม่ต้องรอวันนัด
- อาการข้างเคียงที่รบกวนหรือไม่หายไป เอกสารแนบท้ายแนวทางไทยเขียนว่าอาการอย่างปวดศีรษะหรือคลื่นไส้ โดยปกติหายไปภายใน 1 สัปดาห์ ส่วน HIV.gov ของรัฐบาลสหรัฐเขียนว่าให้บอกผู้ให้บริการ
- ไข้ อ่อนเพลีย เจ็บคอ หรือผื่น หลังมีเหตุที่อาจสัมผัสเชื้อ แนวทางเขียนว่าอาการของเอชไอวีระยะเฉียบพลันคล้ายการติดเชื้อไวรัสทั่วไป และให้พิจารณาตรวจซ้ำ ให้กลับไปบอกคลินิก
- อยากหยุดยา ให้บอกก่อนหยุด แนวทางแนะนำให้ตรวจเอชไอวีก่อนหยุดเพร็พ และถ้ามีไวรัสตับอักเสบบี แนวทางให้ตรวจติดตามการทำงานของตับหลังหยุดเพร็พชนิดเม็ด
อาการระยะสั้นที่แนวทางไล่ไว้เป็นชุดเดียวกันสำหรับสองแบบ ได้แก่ คลื่นไส้ ท้องเสีย เบื่ออาหาร ปวดท้อง ท้องอืด มึนศีรษะ และปวดศีรษะ ส่วนการทำงานของไต แนวทางให้ติดตามด้วยการตรวจเลือด จึงควรไปตรวจตามนัด
เรื่องที่เพร็พสองแบบนี้เหมือนกัน
- ประสิทธิภาพ แนวทางเขียนประสิทธิภาพของเพร็พชนิดเม็ดสองแบบไว้ชุดเดียวกัน และกำกับว่าต้องรับประทานอย่างถูกต้อง
- ใครใช้ได้ ใช้ป้องกันเอชไอวีได้ทั้งทางเพศสัมพันธ์และการใช้อุปกรณ์ฉีดยาร่วมกัน ในผู้ที่มีน้ำหนักตัวอย่างน้อย 35 กิโลกรัม ไม่จำกัดเพศ
- วิธีเริ่มและวิธีหยุด แนวทางเขียนรวมสองแบบไว้ด้วยกัน ไม่ได้แยกตามแบบของยา ให้ทำตามที่แพทย์หรือเจ้าหน้าที่กำหนด
- สิทธิการรักษา แนวทางเขียนว่าคนไทยทุกคนรับเพร็พชนิดเม็ดทั้งสองแบบได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายภายใต้ชุดสิทธิประโยชน์ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) แต่หน้าคู่มือผู้ใช้สิทธิของ สปสช. ที่เปิดอ่านเมื่อ 7 ตุลาคม 2569 ไม่มีหัวข้อเรื่องเพร็พ ให้ถามคลินิกก่อน โดยเฉพาะคนที่ไม่มีบัตรประชาชนไทย
- ข้อจำกัดที่เหมือนกัน แนวทางเขียนว่าเพร็พป้องกันเอชไอวี ส่วนถุงยางอนามัยป้องกันได้ทั้งเอชไอวี โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และการตั้งครรภ์
การตรวจตอนเริ่มของสองแบบ แนวทางเขียนไว้ชุดเดียวกัน อ่านต่อได้ที่ เริ่ม PrEP ครั้งแรก ต้องตรวจอะไรบ้าง? เตรียมตัวก่อนรับยา
คำถามที่พบบ่อย
ใครเป็นคนตัดสินว่าจะใช้แบบไหน
แพทย์ผู้สั่งจ่ายเป็นผู้ดูจากผลตรวจและยาที่คุณใช้อยู่ แนวทางปี 2568 เขียนว่าแพทย์ทุกคนสั่งจ่ายเพร็พได้ และมอบหมายให้เจ้าหน้าที่อื่นจ่ายยาภายใต้การดูแลของแพทย์ได้ หน้าที่ของคุณคือเล่าให้ครบและถามให้ชัด
ถ้าที่ที่ไปรับยามีแบบเดียว จะเสียโอกาสไหม
แนวทางเขียนว่าโดยทั่วไปสองแบบใช้ทดแทนกันได้หากไม่มีข้อห้าม ส่วนข้อกำกับว่าใช้อีกแบบได้เมื่อไม่มีแบบที่แนะนำ อยู่ในข้อเรื่องอายุเท่านั้น คนที่มีข้อห้ามของแบบที่มีอยู่ เช่น ค่าการทำงานของไตต่ำกว่าเกณฑ์ หรือใช้ยาที่ห้ามใช้ร่วมกัน ต้องให้แพทย์ประเมิน ถามได้ว่าถ้าที่นี่ไม่มีแบบที่ใช้ได้ จะส่งต่อไปที่ไหน
เคยอ่านเจอว่าแบบหนึ่งไม่ใช้กับผู้หญิง ตกลงเป็นอย่างไร
แนวทางของไทยปี 2568 เขียนว่าทั้งสองแบบใช้ได้ไม่จำกัดเพศ และบอกเองว่าเป็นจุดที่เปลี่ยนจากฉบับปี 2564 โดยอ้างการศึกษาในผู้หญิงที่แสดงว่าป้องกันเอชไอวีได้ดี ส่วน HIV.gov ของสหรัฐ ฉบับปรับปรุง 28 สิงหาคม 2569 เขียนว่าแบบหนึ่งไม่ใช้กับผู้หญิงที่มีความเสี่ยงทางเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอดโดยเป็นฝ่ายรับ ผู้อ่านในไทยให้ถามแพทย์ผู้สั่งจ่าย
เริ่มแบบหนึ่งไปแล้ว เปลี่ยนเป็นอีกแบบได้ไหม
แนวทางยกตัวอย่างไว้ว่า เมื่อตรวจซ้ำแล้วค่าการทำงานของไตต่ำกว่าเกณฑ์จริง แนะนำให้เปลี่ยนเป็นสูตรที่ใช้ได้ การเปลี่ยนเป็นเรื่องที่แพทย์พิจารณาจากผลตรวจ ไม่ควรสลับยาเองหรือใช้ยาของคนอื่น
ต้องรอผลตรวจไตก่อนจึงเริ่มได้ไหม
แนวทางเขียนว่าการตรวจที่จำเป็นตอนแรกเข้าคือการตรวจเอชไอวี ส่วนผลค่าการทำงานของไตไม่จำเป็นต้องมีตั้งแต่วันแรก และแพทย์ให้ตรวจเพิ่มได้ตามดุลยพินิจ
สรุป
แนวทางเพร็พของไทยปี 2568 เขียนว่าโดยทั่วไปเพร็พสองแบบชนิดเม็ดใช้ทดแทนกันได้หากไม่มีข้อห้าม และเขียนประสิทธิภาพกับวิธีใช้ของสองแบบไว้ด้วยกัน กรณีที่จำเป็นต้องเลือก แนวทางยกตัวอย่างเรื่องค่าการทำงานของไต ภาวะกระดูกพรุน อายุ และยาที่ใช้ร่วมกัน ซึ่งแพทย์เป็นผู้ดูจากผลตรวจ
ก่อนเริ่มต้องตรวจเอชไอวี เตรียมรายการยากับอาหารเสริมที่ใช้อยู่ และคำถามในตารางข้างบนไปได้ เรื่องค่าใช้จ่ายให้ถามคลินิกก่อน ถ้าอยากหยุดหรือเปลี่ยนแบบ ให้บอกแพทย์ก่อน ไม่หยุดหรือเปลี่ยนเอง การเลือกใช้ยาป้องกันคือการดูแลตัวเองตามปกติ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องรู้สึกผิดหรือถูกตัดสินจากใคร
หมายเหตุ บทความนี้ให้ข้อมูลความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัย และไม่ใช่คำแนะนำการใช้ยาเฉพาะบุคคล เรื่องยาและการรักษาเป็นการตัดสินใจร่วมกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลคุณ ไม่ควรซื้อ เริ่ม หยุด หรือปรับยาด้วยตัวเอง หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพของตัวเอง ปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือคลินิกใกล้บ้านได้เสมอ
แหล่งอ้างอิง
- แนวทางการจัดบริการยาป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อเอชไอวี ประเทศไทย ปี 2568 (กรมควบคุมโรค)
- Pre-Exposure Prophylaxis (PrEP) — HIV.gov
- คู่มือผู้ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สปสช. รายการหัวข้อสิทธิที่เปิดอ่าน 7 ตุลาคม 2569



